Category Archives: ประวัตินักเตะ

Raul Gonzalez

Raul Gonzalez ตำนานหมายเลข 7 ของ “ราชันย์ชุดขาว”

Raul Gonzalez เป็นนักเตะระดับตำนานของสโมสรเรอัล มาดริด ยอดทีมของวงการฟุตบอลสเปน และของยุโรป โดยเขาเกิดที่กรุงมาดริด ในเมืองหลวงของประเทศสเปนเมื่อปี 1977 ซึ่งเขาเลือกเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลมาตั้งแต่ 10 ขวบ

เมื่อเขาเริ่มเป็นเด็กเยาวชนของทีมซาน คริสโตบาล ก่อนที่ทีม แอตเลติโก มาดริด ทีมในเมืองหลวงจะเห็นแวว และดึงตัวไปอยู่ในอคาเดมี่ของสโมสรในปี 1990  ซึ่งก็อยู่ฝึกกับทีม “ตราหมี” เพียงแค่ 2 ปีเท่านั้นก็ย้ายมาอยู่กับทีมเยาวชนของ เรอัล มาดริด ในปี 1992ตอนนั้นแววของราอูล กอนซานเลซในตำแหน่งกองหน้าเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แต่เขาก็ต้องเริ่มต้นเล่นให้กับทีมเรอัล มาดริดชุดซีก่อน

แต่เล่นไปเพียงแค่ 7 นัดเท่านั้นในฤดูกาล 1994-1995 เขาก็ถูกดันขึ้นไปอยู่ชุดเบทันที เพราะ 7 นัดนั้นเขาทำไปได้ถึง 16 ประตู ทำให้ได้เลื่อนยศทันที และเขาก็เล่นให้ทีมเบ หรือทีมสำรองเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้นก็ถูกดันขึ้นชุดใหญ่ของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ทันที

ซึ่งในตอนนั้นพวกเขามีฮอร์เก้ วัลดาโน่ อดีตนักเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าและของสโมสรเป็นกุนซืออยู่นั่นเอง ซึ่งราอูลก็ได้โอกาสลงสนามในทีมชุดใหญ่ทันที ซึ่งทำให้เขาเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ได้ลงสนามให้กับเรอัล มาดริดในเวลานั้น ด้วยวัย 17 ปีกับอีก 124 วัน ซึ่งราอูลทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมได้ในทันที

หลังจากนั้นเป็นต้นมาราอูล กอนซาเลซก็กลายเป็นกองหน้าตัวหลัก และตัวสำคัญของเรอัล มาดริดมาโดยตลอด ไม่ว่าพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงกุนซือกี่คนก็ตาม แต่ราอูลก็ยังยืดตำแหน่งตัวจริงของทีมไว้ได้ตลอด ซึ่งเขาช่วยทีมทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำ จนทำให้ทีมคว้าแชมป์ลา ลีก้าสเปนมาครองได้ถึง 6 สมัย นอกจากนั้นยังคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกับทีมนี้ได้อีก 3 ครั้งอีกด้วย ซึ่งเขาถือว่าเป็นยอดกองหน้าแห่งยุคนั้นเลยก็ว่าได้

แม้ว่าจะไม่ได้เป็นนักเตะที่มีความเร็วเท่าไหร่นัก แต่เขาถูกยกย่องให้เป็นกองหน้าที่มีเซนต์ในการทำประตูที่ดีมากคนหนึ่ง และความคมในการยิงเท้าซ้ายของเขาก็ถือว่าเฉียบขาด และสามารถทำประตูได้ทุกรูปแบบ ทั้งการเข้าชาร์ตในกรอบเขตโทษ หรือว่าจะเป็นลูกกลางอากาศก็ทำได้ดีเช่นกัน และทำให้เขาคว้ารางวัลปิชิชี่ หรือว่ารางวัลดาวซัลโวของศึกลา ลีก้าสเปนมาครองได้ถึง 2 ครั้งในปี 1999 และ 2001 ซึ่งเขาถือว่าเป็นตำนานหมายเลข 7 คนหนึ่งของเรอัล มาดริดเลยทีเดียว ก่อนที่จะมาถูกคริสเตียโน่ โรนัลโด้ที่มารับหมายเลข 7 ต่อจากเขาทำลายสถิติต่างๆ ลงไปได้สำเร็จ

Raul Gonzalez
Raul Gonzalez

ตลอด 16 ฤดูกาลของราอูล กอนซาเลซในถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบวเขาถือว่าเป็นกำลังสำคัญของเรอัล มาดริดมาโดยตลอด และนักเตะระดับเขาควรจะได้แขวนสตั๊ดกับทีมนี้ด้วยซ้ำ แต่ด้วยนโยบายของสโมสรเรอัล มาดริดในยุคที่มีฟลอเรนติโน่ เปเรซเป็นประธานสโมสรนั้น คือพวกเจะไม่เก็บนักเตะไว้จนแขวนสตั๊ด ไม่ว่านักเตะคนนั้นจะทำผลงานได้ดีเพียงไหนให้กับสโมสรก็ตาม

ทำให้สุดท้ายราอูลก็ต้องย้ายออกจากทีมไปในปี 2010 ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าทีเดียว เพราะตอนนั้นเจ้าตัวก็พึ่งจะอายุ 33 ปีเท่านั้น แต่ก็ต้องกลายเป็นตัวสำรองของคาริม เบนเซม่า และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ไปแล้วในปีสุดท้ายของเขากับสโมสรแห่งนี้

ซึ่งเขาสร้างสถิติเอาไว้มากมายกับเรอัล มาดริด แต่สุดท้ายก็มาถูกคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวเตะชาวโปรตุกีสที่มาสวมหมายเลข 7 ต่อจากเขาทำลายสถิติที่เขาเคยสร้างไว้เกือบหมด ไม่ว่าจะเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสร ที่โรนัลโด้ทำลายลงอย่างราบคาบ และถล่มทลาย แต่เขายังครองสถิติเป็นนักเตะที่ลงสนามให้กับทีม “ราชันย์ชุดขาว” มากที่สุดมาจนถึงตอนนี้ ด้วยจำนวน 741 นัด

หลังจากที่หมดสัญญากับเรอัล มาดริดแล้ว ราอูลก็ย้ายไปค้าแข้งในบุนเดสลีก้ากับทีมชาลเก้ 04 ในเยอรมัน ซึ่งเขาก็ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตลอด 2 ฤดูกาลในเมืองเบียร์ และหลังจากนั้นเขาก็ย้ายไปหาเงินในตะวันออกกลางกับทีมอัล ซาดด์ในประเทศกาต้าร์เป็นเวลา 2 ปี ก่อนที่เขาจะไปจบอาชีพการค้าแข้งกับทีมนิวยอร์ค คอสมอส ทีมในเมเจอร์ ลีกของประเทศสหรัฐอเมริกานั่นเอง

ซึ่งหลังจากที่เขาเลิกเล่นแล้ว ก็เริ่มหันมาเรียนการเป็นโค๊ชในที่สุด โดยเขาได้เริ่มงานโค๊ชกับการคุมีมเรอัล มาดริดในชุดยู 15 เมื่อเดือนสิงหาคม 2018 ก่อนที่เขาจะได้เลื่อนขึ้นมาคุมทีมเรอัล มาดริด กาสติญ่า หรือว่าทีมสำรองของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ในช่วงเดือนมิถุนายน 2019 นั่นเอง ซึ่งหลังจากนี้เขาจะได้ก้าวขึ้นไปคุมทีมอาชีพแบบเต็มตัวอย่างแน่นอน

แต่ในสมัยเป็นนักเตะของทีมชาติสเปนนั้น เขาถือว่าเป็นนักเตะที่อาภัพ และน่าเสียดายมากทีเดียว เพราะเขาหลุดจากโผทีมชาติสเปนไปตอนปี 2006 และหลังจากนั้นก็ไม่ถูกเรียกกลับมาติดทีมชาติอีกเลย ซึ่งเป็นช่วงที่ทีมชาติสเปนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่พอดี

Sergio Ramos

Sergio Ramos ยอดกองหลัง 100 ประตู

Sergio Ramos ดาวเตะจากราชันชุดขาว ถือว่าเป็นกองหลังที่ทำประตูได้เยอะเป็นอย่างมาก เพราะว่าในวงการฟุตบอลนั้นการที่จะทำได้ถึง 100 ประตูนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ซึ่งกองหน้าบางคนยังทำประตูตลอดอาชีพการค้าแข้งไม่ถึง 100 ประตูด้วยซ้ำ และหลายคนจะทำได้ถึงก็เป็นการทำในลีกระดับรอง ไม่ใช่ลีกระดับท็อปของวงการฟุตบอลโลกแต่อย่างใด เช่นเดียวกับตำแหน่งกองกลาง ที่ก็มีน้อยคนนักที่จะสามารถทำประตูได้ถึง 100 ลูกตลอดอาชีพการค้าแข้ง แม้ว่าจะเป็นยอดดาวเตะของโลกยังทำได้ไม่ถึงด้วยซ้ำ ซึ่งยังไม่ต้องพูดถึงตำแหน่งกองหลังเลยด้วย เพราะบางคนตลอดอาชีพค้าแข้งไม่เคยทำประตูได้เลยก็มี

บางคนก็มีแต่สถิติการทำเข้าประตูตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีกองหลังบางคนที่ทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำ เพราะว่ามีความสามารถในการยิง หรือการโหม่งที่ดี ทำให้บางคนอาจจะได้รับมอบหมายให้เป็นคนสังหารจุดโทษ หรือว่ายิงฟรีคิกในตำแหน่งต่างๆ ทำให้ยอดการทำประตูก็สูงขึ้นตามแต่ละคน ซึ่งยุคก่อนหน้านี้นั้นมีหลายคนทีเดียวที่เป็นกองหลังที่ทำประตูได้เยอะ ไม่ว่าจะเป็น

  • โรนัลด์ คูมันน์ แบ็คซ้ายทีมชาติฮอลแลนด์ของบาร์เซโลน่า
  • ดาเนี่ยล พาสซาเรลล่า อดีตกองหลังระดับตำนานของทีมชาติอาร์เจนติน่า
  • เฟร์นานโด เอียร์โร่ ปราการหลังของเรอัล มาดริด และทีมชาติสเปน
  • โลร็องต์ บล็องค์ กองหลังทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลกเมื่อปี 1998
  • โรแบร์โต้ คาร์ลอส แบ็คซ้ายทีมชาติบราซิล
  • แม้แต่ Fernando Torres ก็ตาม

ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกองหลังที่สามารถทำได้เกิน 100 ประตูมาแล้วทั้งนั้น และบางคนทำได้เกิน 200 ประตูด้วยซ้ำตลอดอาชีพค้าแข้ง อย่างเช่นโรนัลด์ คูมันน์เป็นต้น แต่หลังจากนั้นมากองหลังที่ทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำก็เริ่มหายไปจากวงการฟุตบอลสมัยใหม่ แต่ว่าก็มีคนหนึ่งที่ก้าวขึ้นมาเป็นยอดกองหลังที่ทำประตูได้อย่างมากมายในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งก็คือ เซร์คิโอ รามอส ยอดกองหลังทีมชาติสเปนของเรอัล มาดริดนั่นเอง

เซร์คิโอ รามอส เป็นปราการหลังจอมแกร่งทีมชาติสเปนที่เกิดที่เมืองเซบีญ่าในแคว้นอันดาลูเซียของประเทศสเปนเมื่อปี 1986 โดยเขาเริ่มเป็นเด็กเยาวชนของทีมเซบีญ่าตั้งแต่เยาว์วัย โดยเริ่มต้นเข้าสู่สโมสรเซบีญ่าตั้งแต่ที่เขาอายุเพียงแค่ 10 ขวบเท่านั้น และเจ้าตัวก็ฝึกฝนกับทีมนี้มาจนถึงอายุ 17 ปี ถึงจะมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของเซบีญ่าในปี 2004 ซึ่งตอนแรกเขาต้องเล่นให้กับทีมสำรองก่อน 1 ปีด้วย ก่อนที่จะถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2004 ที่มีฆัวกิน กาปาร์รอสคุมทีม

ซึ่งเขาก้าวขึ้นมาชุดใหญ่ของทีมพร้อมกับเฆซุส นาบาส ปีกขวา และอันโตนิโอ ปวยร์ต้า อดีตกองกลางผู้ล่วงลับของเซบีญ่านั่นเอง ซึ่งช่วงนั้นถือว่าเป็นยุคทองของการปั้นดาวรุ่งของเซบีญ่าเลยก็ว่าได้ เพราะก่อนหน้านั้นพวกเขาก็ดันโฮเซ่ อันโตนิโอ เรเยส ตัวรุกดาวรุ่งก้าวขึ้นมาอยู่ในทีมชุดใหญ่ และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนขายให้กับอาร์เซน่อลในเวลาต่อมาด้วย

ในช่วงที่ก้าวขึ้นมาอยู่ในทีมชุดใหญ่ใหม่ๆ นั้น เซร์คิโอ รามอส ถือว่าเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์คนหนึ่งเลยทีเดียว เพราะเขาเล่นได้ทั้งปราการหลังตัวกลาง แบ็คขวา และรวมไปถึงกองกลางตัวรับด้วย ซึ่งทีเด็ดในการทำประตูของเขานั้นคือการขึ้นไปเล่นลูกโหม่งจากลูกตั้งเตะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นฟรีคิก หรือว่าลูกเตะมุมก็ตาม นอกจากนั้นเขายังรับหน้าที่สังหารจุดโทษในบางโอกาสอีกด้วย และอีกอย่างก็คือการยิงฟรีคิกของเขา ซึ่งก็ทำได้ดีทีเดียว ซึ่งว่ากันว่าหากเขาไม่ได้เป็นกองหลังของเรอัล มาดริดในยุคที่มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวยิงชาวโปรตุกีสอยู่ในทีม เซร์คิโอ รามอสจะทำประตูได้มากกว่านี้หลายสิบลูกเลยทีเดียว

Sergio Ramos
Sergio Ramos

เพราะตราบใดที่โรนัลโด้ยังอยู่ในสนามนั้น การสังหารจุดโทษ และฟรีคิกในจุดอันตรายนั้นก็เป็นของโรนัลโด้รับเหมาไปทั้งหมด ซึ่งหลังจากที่ดาวเตะโปรตุเกสย้ายออกจากทีมไป โอกาสของเซร์คิโอ รามอสก็กลับมาอีกครั้ง ซึ่งเขารับเหมาหน้าที่ในการยิงลูกจุดโทษให้กับทีม “ราชันย์ชุดขาว” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และยังรวมไปถึงลูกฟรีคิกบริเวณใกล้กรอบเขตโทษด้วย

เซร์คิโอ รามอสนั้นทำประตูในการเล่นฟุตบอลอาชีพได้เกิน 100 ประตูเรียบร้อยแล้ว หากนับรวมนการเล่นให้กับทีมชาติ และกับสโมสร โดยในตอนที่เล่นให้กับเซบีญ่านั้นเขาทำไป 5 ประตู และกับเรอัล มาดริดนั้นเกือบ 100 ประตูแล้วในเวลานี้ และในนามทีมชาติสเปนนั้นเกิน 20 ประตูไปเรียบร้อยแล้วด้วย

ซึ่งเขาถือว่าเป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งกับทั้งสโมสร เรอัล มาดริด และกับทีมชาติสเปน ซึ่งเขาได้ทั้งแชมป์โลก และแชมป์ยูโรอีก 2 สมัยกับ ทีมชาติสเปน และนอกจากนั้นยังได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีกถึง 4 ครั้ง แม้ว่าเขาจะถูกมองว่าเป็นกองหลังที่มีการเล่นที่ค่อนข้างตุกติกก็ตาม แต่ถือว่าเป็นกองหลังที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้

Xabi Alonso

Xabi Alonso “คุณชาย” ผู้สร้างสรรค์เกมลูกหนัง

Xabier Alonso Olano หรือที่แฟนฟุตบอลรู้จักกันดีในนาม Xabi Alonso กองกลางรูปหล่อ ทีมชาติสเปน ที่เคยค้าแข้งกับทีมยักษ์ใหญ่มากมายทั่วยุโรป โดยเขาเป็นชายที่เกิดในแคว้นบาสก์ของประเทศสเปน ซึ่งถือว่าเป็นแคว้นใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์มากมายของสเปน ซึ่งเขาเริ่มต้นเข้าสู่วงการฟุตบอลกับการเป็นเด็กเยาวชนของศูนย์ฝึกฟุตบอลเยาวชนอย่างอันติกูโอโก้ ซึ่งนักฟุตบอลชื่อดังที่เกิดที่แคว้นนี้ก็ล้วนแล้วแต่ต้องเคยผ่านศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งนี้มาทั้งนั้น

ซึ่งที่นี่ก็เปรียบเสมือนศูนย์ฝึกฟุตบอลลา มาเซียในแคว้นกาตาลุนญ่าเลยก็ว่าได้ โดย ชาบี อลอนโซ่ เริ่มต้นเข้าเล่นกับเยาวชนแห่งนี้ตั้งแต่อายุได้แค่ 9 ขวบเท่านั้น โดยเขาต้องฝึกฟุตบอลยันปี 1999 ซึ่งเขามีอายุ 18 ปีพอดี ทำให้เป็นนักเตะอาชีพได้ในตอนนั้น ซึ่งตอนนั้นก็มีเรอัล โซเซียดาด ทีมในแคว้นบาสก์คว้าตัวไปร่วมทีม

ซึ่งอันที่จริงทีมในแคว้นบาสก์นั้นมีทีมใหญ่อยู่ 2 ทีมคือแอธเลติก บิลเบา กับเรอัล โซเซียดาดนั่นเอง ซึ่งในตอนแรกอลอนโซ่ยังไม่สามารถก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ในทันที ทำให้เขาต้องไปเล่นในทีมชุดเบก่อน 1 ฤดูกาล ก่อนที่จะได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของเรอัล โซเซียดาด และได้เล่นในศึกลา ลีก้าสเปนเป็นครั้งแรกในปี 2000

ในช่วงก่อนเริ่มต้นฤดูกาล 2000-2001 นั้น เรอัล โซเซียดาดมีฮาเวียร์ เคลเมนเต้เป็นกุนซือ ซึ่งเขายังไม่เห็นแววของชาบี อลอนโซ่มากนัก ทำให้เขาถูกส่งไปให้กับเออิบาร์ ทีมที่ซึ่งตอนนั้นอยู่ในระดับเซกุนด้ายืมตัวเพื่อไปหาประสบการณ์ และโอกาสในการลงสนามเพื่อพัฒนาฝีเท้าอย่างต่อเนื่อง แต่ฤดูกาลนั้นโซเซียดาดทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ จนทำให้ทีมต้องไปอยู่ในกลุ่มหนีตกชั้นในฤดูกาลนั้น และสุดท้ายเคลเมนเต้ก็โดนปลดจากตำแหน่งไป และให้จอห์น โตแช็ค กุนซือชาวเวลส์เข้ามาคุมทีมแทน

ซึ่งเขาเหมือนเป็นคนที่เปลี่ยนอนาคตของชาบี อลอนโซ่เลยทีเดียว เพราะเขาดึงกองกลางรายนี้กลับมาอยู่กับทีมอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล นอกจากนั้นเขายังมอบปลอกแขนกัปตันทีมให้กับชาบี อลอนโซ่ ทั้งที่ตอนนั้นเขาอยู่ในวัยเพียง 20 ปีเท่านั้นด้วย ซึ่งสุดท้ายกุนซือรายนี้ก็พาทีมรอดพ้นการตกชั้นได้สำเร็จ

หลังจากนั้นมาอลอนโซ่ก็กลายเป็เสาหลักของเรอัล โซเซียดามาอย่างต่อเนื่อง และผลงานของเขาก็โดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ จนก้าวขึ้นไปติดทีมชาติสเปนในปี 2003 ซึ่งเป็นช่วงที่เขากำลังโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง จนทำให้ปีต่อมา ลิเวอร์พูล ทีมดังของประเทศอังกฤษมาทุ่มเงิน 10.7 ล้านปอนด์คว้าตัวไปร่วมทีมในเดือนสิงหาคมปี 2004 ซึ่งราฟา เบนิเตซ กุนซือชาวสเปนของทีม “หงส์แดง” ต้องการดึงชาบี อลอนโซ่ไปเป็นตัวหลักของทีมลิเวอร์พูลที่เขากำลังจะสร้างยุคใหม่ในตอนนั้น

เริ่มต้นไล่ล่าแชมป์กับสโมสรใหญ่ในยุโรป

ชาบี อลอนโซ่มาเริ่มรู้จักความสำเร็จในการคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกในถิ่นแอนฟิลด์กับลิเวอร์พูล ตั้งแต่ที่เขาย้ายมาร่วมทีมเพียงปีเดียวเท่านั้น โดยในฤดูกาล 2004-2005 ลิเวอร์พูลก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะเอซี มิลานในการดวลจุดโทษปีนั้นได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นลิเวอร์พูลก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก แม้ว่าเขาจะทำผลงานได้อย่างโดดเด่นก็ตาม

Xabi Alonso
Xabi Alonso

ก่อนที่ในปี 2009 เขาจะย้ายไปร่วมทีม เรอัล มาดริด ยอดทีมของประเทศสเปน ที่ทุ่มเงิน 30 ล้านปอนด์ดึงตัวไปเล่นในลา ลีก้าสเปนอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ชาบี อลอนโซ่ประสบความสำเร็จในการเป็นแชมป์ลา ลีก้าในช่วงที่มีโชเซ่ มูรินโญ่คุมทีม นอกจากนั้นเขายังมาได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 1 สมัยในปี 2014 ด้วย

ก่อนที่เขาจะอำลาทีมไปอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค ที่มีเป็ป กวาดิโอล่าคุมทีมอยู่พอดี ซึ่งเขาก็มาคว้าแชมป์ได้อีก 3 สมัยติดต่อกัน ก่อนที่จะเลิกเล่นไปในปี 2017 ซึ่งเจ้าตัวอยู่ในวัยเพียง 35 ปีเท่านั้น ซึ่งเขายังเล่นได้อีก 1-2 ปีเป็นอย่างน้อยด้วยซ้ำ เพราะวิธีการเล่นของเขาที่ใช้มันสมองเป็นหลักนั้น ทำให้เขาไม่ต้องใช้ร่างกายเยอะเท่าไหร่นัก แต่เขาก็เลือกที่จะเลิกเล่นในตอนที่อยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพมากกว่า

เพราะนอกจากแชมป์ต่างๆ แล้ว เขายังคว้าแชมป์กับ ทีมชาติสเปน ทั้ง 3 รายการใหญ่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2010 และแชมป์ยูโรในปี 2008 และ 2012

แม้ว่าในแต่ละทัวร์นาเม้นต์เขาจะรับบทบาทเป็นตัวสำรองเสียเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม แต่เขาก็เป็นตัวหมุนเวียนที่สำคัญสำหรับแดนกลางทีมชาติสเปนในตอนนั้นทีเดียว

เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา เขาผ่านการอบรมการเป็นโค๊ชจากสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือว่าทางยูฟ่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ร่วมกับราอูล กอนซาเลซ บิคตอร์ บัลเดส และโจน กัปเดบิล่า ก่อนที่เขาจะเริ่มต้นงานโค๊ชงานแรกคือการไปเป็นโค๊ชให้กับเรอัล มาดริดชุดยู 14 ก่อนที่จะมารับงานเป็นผู้จัดการทีมเรอัล โซเซียดาดชุดเบเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นการเป็นกุนซือของชาบี อลอนโซ่เท่านั้น

David Villa

David Villa “เอล กวาเฆ่” ดาวยิงแดนกระทิงดุ

“เอล กวาเฆ่” เป็นฉายาของ David Villa เป็นดาวเตะ ทีมชาติสเปน ที่เกิดเมื่อปี 1981 ซึ่งเกิดทางตอนเหนือของประเทศสเปน ซึ่งตอนเป็นเด็กเยาวชนนั้น บีญ่ายังไม่ค่อยมีแววเท่าไหร่นัก ทำให้ไม่สามารถหาทีมเยาวชนที่ดังๆ อยู่ได้ โดยเขาต้องอยู่กับทีมเยาวชนลันเกรโอ ซึ่งก็เป็นทีมในเมืองที่เขาเกิดนั่นเอง

จนกระทั่งในวัย 18 ปี เขาได้ย้ายไปอยู่กับทีมสปอร์ติ้ง กิฆอน ซึ่งก็เป็นทีมที่อยู่ในระดับที่ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ตอนแรกเขาก็ต้องเล่นให้กับทีมเยาวชน และทีมชุดเบของสโมสรเป็นหลัก จนกระทั่งในวัย 19 ปี เขาก็ได้โอกาสก้าวขึ้นไปติดทีมชุดใหญ่ในปี 2000 หลังจากที่ทำผลงานได้อย่างยอดยี่ยมในทีมสำรอง ซึ่งตอนนั้นกิฆอนก็ยังเป็นทีมที่อยู่ในระดับเซกุนด้าเท่านั้น

แต่บีญ่าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม 2 ฤดูกาลติดต่อกัน ที่ยิงเกิน 20 ประตูทั้ง 2 ปี ทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นกองหน้าดาวรุ่งที่น่าจับตามองในตอนนั้น จนกระทั่งปี 2003 ก็มีเรอัล ซาราโกซ่า ทีมที่ตอนนั้นอยู่ในลา ลีก้าสเปนคว้าตัวไปร่วมทีมด้วยค่าตัวราว 3 ล้านยูโร

การย้ายมาเล่นในลา ลีก้าสเปนครั้งแรกของดาบิด บีญ่าในวัย 22 ปี ทำให้เขาแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวในวงการฟุตบอลสเปน เมื่อเขาทำประตูช่วยทีมได้อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นดาวซัลโวของสโมสร 2 ปีซ้อน และยังพาทีมคว้าแชมป์โกปา เดล เรย์มาครองได้สำเร็จในฤดูกาล 2003-2004 ด้วย แต่ด้วยในปี 2005 เป็นปีที่เรอัล ซาราโกซ่าประสบปัญหาทางด้านการเงิน และจำเป็นต้องขายนักเตะที่ทำเงินได้ออกจากทีมไป และสุดท้ายดาบิด บีญ่าก็เป็นตัวเลือกที่ได้เงินดีที่สุดในตอนนั้น โดยพวกเขาขายให้กับ บาเลนเซีย ทีมชั้นนำของประเทศในราคา 12 ล้านยูโร

แจ้งเกิดเต็มตัวกับ บาเลนเซีย

ซึ่งบาเลนเซียภายใต้การคุมทีมของ กิเก้ ซานเชส ฟลอเรสกำลังต้องการนักเตะเลือดใหม่เข้ามาร่วมทีมในตอนนั้นพอดี ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่บีญ่าก้าวขึ้นไปติดทีมชาติสเปนเป็นครั้งแรกพอดี หลังจากที่ฟอร์มดีอย่างต่อเนื่องมาหลายฤดูกาล และแค่เพียงฤดูกาลแรกในถิ่นเมสตาญ่า สเตเดี้ยมเท่านั้น บีญ่าก็ระเบิดฟอร์มทันที เมื่อเขาทำได้ถึง 28 ประตูในการลงสนามทุกรายการ

หลังจากนั้นเขาก็ยังเล่นได้อย่างโดดเด่นต่อเนื่อง แต่ตอนนั้นเป็นช่วงที่บาเลนเซียไม่ได้ประสบความสำเร็จแต่อย่างใด โดยเขามาได้แชมป์โกปา เดล เรย์อีกครั้งกับทีมนี้ ซึ่งก็เป็นแชมป์รายการเดียวของเขากับ บาเลนเซีย ตลอด 5 ฤดูกาล

ซึ่งเขาเป็นดาวซัลโวของทีมในทุกฤดูกาลที่เล่นให้กับบาเลนเซีย ก่อนที่ในปี 2010 จะมีบาร์เซโลน่า ยอดทีมของยุโรปในตอนนั้นทุ่มเงิน 40 ล้านยูโรคว้าตัวเขาไปร่วมทีมในยุคที่มีเป็ป กวาดิโอล่าเป็นกุนซือ

ซึ่งบิด บีญ่ามาประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับ บาร์เซโลน่า เมื่อเขาคว้าแชมป์ลา ลีก้าสเปนได้ถึง 2 สมัย และนอกจากนั้นยังช่วยทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาครองได้อีกด้วยในปี 2011 ที่เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ชีวิตที่ดีของบีญ่าเป็นอย่างยิ่งในตอนนั้น แม้ว่าผลงานส่วนตัวของเขาจะดร็อปลงจากเดิมเล็กน้อยก็ตาม แต่เขากลายเป็นทั้งแชมป์ยูโร และแชมป์โลกในช่วงนั้นกับทีมชาติสเปน

David Villa
David Villa

ซึ่งเขาเล่นให้กับทีม “เจ้าบุญทุ่ม” เพียงแค่ 3 ฤดูกาลเท่านั้น เพราะเขาเริ่มมีอาการบาดเจ็บอย่างหนักด้วยในตอนนั้น ซึ่งทำให้เขาต้องชวดช่วยทีมชาติสเปนทำศึกยูโร 2012 ด้วย ซึ่งสุดท้ายสเปนเป็นแชมป์ได้สำเร็จอีกครั้ง และเนื่องจากอายุที่มากขึ้น และไม่ได้อยู่ในช่วงที่พีคที่สุดในอาชีพการค้าแข้งแล้ว ทำให้เขาถูกขายไปให้กับ แอตเลติโก มาดริด ทีมคู่ปรับร่วมลีกด้วยค่าตัวเพียง 5.1 ล้านยูโรเท่านั้น เพราะสัญญาที่ใกล้จะหมดลง และฟอร์มของเขาในช่วงก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ดีนัก

แต่กลับกลายเป็นการย้ายทีมที่เข้าทางบีญ่าซะอย่างงั้น เมื่อเขามาเป็นแชมป์ ลาลีก้า สเปนอีก 1 สมัยในยุคที่มีดิเอโก้ ซิเมโอเน่เป็นกุนซือของทีม “ตราหมี” โดย “เอล กวาเฆ่” จับคู่กับดิเอโก้ คอสต้าในแดนหน้า และทำให้ทีมเป็นแชมป์เหนือบาร์เซโลน่าในฤดูกาลนั้น ซึ่งเขาก็เล่นกับทีม “ตราหมี” เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น และปีต่อมาเขาก็ถูกปล่อยให้กับทีมเมลเบิร์น ซิตี้ในออสเตรเลียยืมตัว และปีต่อมาก็ย้ายมาเล่นให้กับนิวยอร์ค ซิตี้ ทีมในเมเจอร์ ลีกของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขากลับมามีร่างกายที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง และกลับมายิงประตูได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะอายุเยอะแล้วก็ตาม

จนกระทั่งปี 2019 ที่เขาอยู่ในวัย 38 ปี เขาก็ไปจบอาชีพการค้าแข้งกับวิตเซิ่ล โกเบ ที่มีอันเดรส อิเนสต้าเป็นเพื่อนร่วมทีม และเขาก็ทิ้งทวนด้วยการพาทีมเป็นแชมป์เอ็มเพอร์เรอร์ คัพ บอลถ้วยของญี่ปุ่นในปีสุดท้ายที่เขาค้าแข้ง และแขวนสตั๊ดไปในที่สุด เมื่อปี 2019 และก็ก้าวไปเป็นเจ้าของทีมควีนส์โบโร่ เอฟซี ที่เป็นทีมในระดับแชมเปี้ยนชิปที่อเมริกา ซึ่งพึ่งจะก่อตั้งทีมเท่านั้น โดยจะเริ่มต้นแข่งขันในปี 2021 สำหรับทีมของเขา

andres-iniesta

Andres Iniesta มิดฟิลด์อัจฉริยะแห่งบาร์เซโลน่า

Andres Iniesta เป็นนักเตะระดับเทพของ บาร์เซโลน่า และของ ทีมชาติสเปน ในตอนที่เขาค้าแข้งอยู่ ซึ่งเขาเกิดที่เมืองอัลบาเซต้าในสเปนเมื่อปี 1984 ซึ่งเขาก็เริ่มต้นเข้าสู่วงการฟุตบอลตั้งแต่ 10 ขวบ โดยการเป็นนักเตะเยาวชนของ อัลบาเซเต้ ทีมในเมืองเกิดของเขา ซึ่งส่วนใหญ่ทีมนี้ก็มักจะอยู่ในระดับลีกรองของประเทศเป็นหลัก และนานทีปีหนกว่าที่จะได้ก้าวขึ้นสู่ลีกสูงสุด

ซึ่งอิเนสต้าฝึกอยู่กับทีมนี้แค่เพียง 2 ปีเท่านั้น เพราะด้วยแววดีตั้งแต่เด็ก ทำให้ บาร์เซโลน่า ยอดทีมของประเทศเห็นแวว และดึงตัวไปเข้าศูนย์ฝึกฟุตบอลลา มาเซีย ศูนย์ฝึกฟุตบอลชื่อดังของโลกเลยก็ว่าได้ในปี 1996 ซึ่งศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งนี้สร้างยอดดาวเตะระดับโลกมาแล้วหลายราย ซึ่งอิเนสต้าก็เหมือนกับดาวรุ่งของบาร์เซโลน่าทั่วไป ซึ่งไม่ว่าจะเทพขนาดไหนก็ต้องไต่เต้าจากการเล่นให้กับทีมชุดเบไปก่อน

ซึ่งอิเนสต้าได้เล่นในทีมชุดเบของบาร์เซโลน่าในวัย 17 ปี ซึ่งเขาทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ทำให้เริ่มได้รับโอกาสให้เล่นในทีมชุดใหญ่ในช่วงที่ บาร์เซโลน่า มีหลุยส์ ฟาน กัล ยอดกุนซือชาวดัตช์คุมทีม รวมถึงในช่วงของ ราโดเมีย อันติ ชที่เข้ามารับงานต่อด้วย

แต่อันเดรส อิเนสต้ามาแจ้งเกิด และได้โอกาสในทีมชุดใหญ่ของบาร์เซโลน่าจริงๆ คือในยุคที่ทีม “เจ้าบุญทุ่ม” มีแฟรงค์ ไรจ์การ์ด กุนซือชาวดัตช์เป็นกุนซือในปี 2003 ซึ่งตอนนั้นอิเนสต้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้น โดยในตอนแรกเขาได้โอกาสลงสนามในฐานะตัวสำรองอยู่ตลอด

ซึ่งแม้ว่าจะเป็นนักเตะร่างเล็ก แต่ด้วความคล่องแคล่วของเขา ทำให้เขาสามารถปั่นป่วนแนวรับของคู่แข่งได้ดี โดยในช่วงที่เป็นดาวรุ่งนั้นเขาสามารถเล่นได้ทั้งตำแหน่งกองกลางตัวรุก และยังรวมไปถึงกองหน้าทางฝั่งซ้ายอีกด้วย

เขาก็ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมได้อย่างรวดเร็ว โดยตอนนั้นเขาเล่นร่วมกับชาบี เอร์นานเดส กองกลางรุ่นพี่ที่โตมาในศูนย์ฝึกลา มาเซียด้วยกัน และเล่นกันได้อย่างไหลลื่นมากในแดนกลางของบาร์เซโลน่า โดยมีทิอาโก้ ม็อตต้า กองกลางชาวบราซิเลี่ยนเล่นเป็นตัวตัดเกม ซึ่งทำให้อิเนสต้าเล่นเกมรุกได้อย่างอิสระขึ้น แต่ดาวเด่นของทีมในตอนนั้นยังคงเป็น โรนัลดินโญ่ ยอดดาวเตะทีมชาติบราซิลอยู่

ซึ่งอิเนสต้าแม้ว่าจะได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดกองกลางคนหนึ่งของยุค แต่เขาไม่ได้เป็นนักเตะที่มีสถิติการทำประตู และการแอสซิสต์ที่มากมายนัก แต่เขาเป็นตัวขับเคลื่อนเกม และสร้างเกมก่อนที่จะเป็นจังหวะเข้าทำเสียมากกว่า ทำให้สถิติต่างๆ ของเขาไม่ได้สวยงามเหมือนกับนักเตะคนอื่นๆ แต่เขาถือว่าเป็นยอดกองกลางแห่งยุคคนหนึ่งเลยทีเดียว

ก้าวขึ้นเป็นตัวหลักของทีม

หลังจากที่อันเดรส อิเนสต้าก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของบาร์เซโลน่าได้แล้วนั้น เขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่สิ่งที่ทำให้เขาเป็นนักเตะระดับโลกจริงๆ คือในปี 2008 ที่เป็ป กวาดิโอล่า เข้ามาคุมทีมบาร์เซโลน่าชุดใหญ่ต่างหาก ที่ทำให้เขาก้าวขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งในปีนั้นบาร์เซโลน่ามีการเปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่ เพราะพวกเขาตัดสินใจขายโรนัลดินโญ่ออกจากทีม และกลายเป็นยุคที่มีลิโอเนล เมสซี่เป็นดาวเด่นแทน

นอกจากนั้นยังมีการเปลี่ยนแดนกลางของทีมด้วย โดยเป็ป กวาดิโอล่าดันเซร์คิโอ บุสเก็ตส์ กองกลางตัวตัดเกมดาวรุ่งก้าวขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ และกลายเป็นตัวจริงของทีมทันที ซึ่งทำให้บาร์เซโลน่าในตอนนั้นมี 3 ประสานในแดนกลางเป็น 3 นักเตะที่เติมโตมาจากศูนย์ฝึกฟุตบอลลา มาเซียทั้ง 3 คน ไม่ว่าจะเป็นบุสเก็ตส์ ชาบี เอร์นานเดส และอันเดรส อิเนสต้า ซึ่งพวกเขาเล่นกันได้อย่างกลมกลืน และไหล่ลื่นมาก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บาร์เซโลน่ากลายเป็นยอดทีมในเวลานั้นด้วย

ซึ่งทีมก็ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในช่วง 4 ปีที่เป็ป กวาดิโอล่าคุมทีม ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ลา ลีก้าสเปน 3 สมัย และยังรวมไปถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 2 สมัยด้วย โดยพวกเขาเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมแกร่งจากอังกฤษได้ถึง 2 ครั้งในรอบ 3 ปี

Andres Iniesta
Andres Iniesta

ไม่ใช่เพียงแค่ประสบความสำเร็จกับบาร์เซโลน่าเท่านั้น เพราะหลังจากปี 2008 ก็เป็นยุคทองของ ทีมชาติสเปน ที่พวกเขาก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์ระดับเมเจอร์ของวงการฟุตบอลได้ถึง 3 รายการติดต่อกัน เริ่มจากฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี 2008 และฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ ซึ่งอิเนสต้าเป็นผู้ทำประตูชัยในนัดชิงชนะเลิศที่เอาชนะทีมชาติฮอลแลนด์ได้สำเร็จด้วย และยังรวมถึงฟุตบอลยูโร 2012 ที่สเปนก็ป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ ซึ่งอิเนสต้าเป็นตัวจริงให้กับทีมชาติสเปนทุกทัวร์นาเม้นต์ในตอนนั้น

ซึ่งเขาเล่นให้กับบาร์เซโลน่ามาจนถึงปี 2018 ก็ตัดสินใจอำลาทีมไปค้าแข้งในประเทศญี่ปุ่นกับ ทีมวิสเซล โกเบ ทีมในศึก เจลีก ซึ่งแม้ว่าเขาจะอายุมากขึ้น แต่ก็ยังทำผลงานได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ และเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในลีกระดับสูงของเอเชีย ซึ่งเขายังเอาตัวรอดได้อย่างสบาย