Tag Archives: บาร์เซโลน่า

Xavi Hernandez

Xavi Hernandez ห้องเครื่องผู้สร้างตำนานให้ บาร์ซ่า และ สเปน

Xavi Hernandez เป็นชายชาวสเปนที่เกิดที่เมืองเตราสซ่าในแคว้นกาตาลุนญ่าของประเทศสเปน ซึ่งเขาถือว่าเป็นสายเลือด และสาวกของสโมสร บาร์เซโลน่า มาตั้งแต่ต้น เพราะทีมแรกที่เขาเข้าไปอยู่ในระบบเยาวชนก็คือบาร์เซโลน่านั่นเอง โดยเขาเริ่มเข้าสู่ศูนย์ฝึกฟุตบอลลา มาเซียอันเลื่องชื่อในปี 1991 ซึ่งตอนนั้นเขาอายุได้เพียงแค่ 11 ขวบเท่านั้น

หลังจากนั้นเขาก็ต้องเดินตามรอยเหมือนกับนักเตะรุ่นพี่คนอื่นๆ ของสโมสร คือการต้องเล่นให้กับทีมสำรองของบาร์เซโลน่าก่อนถึงจะมีโอกาสได้ก้าวขึ้นไปเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ โดยชาบีต้องเล่นให้กับทีมเบอยู่ถึง 3 ปีกว่าที่จะได้ก้าวขึ้นไปอยู่กับทีมชุดใหญ่แบบเต็มตัวในปี 2000 แต่ในระหว่างนั้นเขาก็ได้โอกาสขึ้นไปเล่นให้กับทีมชุดใหญ่อยู่เป็นระยะ

ซึ่งแค่เพียงฤดูกาลแรกที่เขาก้าวขึ้นไปเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ในฤดูกาล 1998-1999 ชาบีก็คว้าแชมป์ลา ลีก้าสเปนมาครองเป็นครั้งแรกได้สำเร็จในฤดูกาลนั้น ในยุคที่ทีม “เจ้าบุญทุ่ม” มีหลุยส์ ฟาน กัล ยอดกุนซือชาวดัตช์คุมทีมอยู่นั่นเอง ซึ่งเขาเป็นคนดันชาบี เอร์นานเดสให้ก้าวขึ้นมาอยู่ในทีมชุดใหญ่ของบาร์เซโลน่าด้วย 

โดยตอนนั้นชาบีต้องเล่นเป็นกองกลางร่วมกับเป็ป กวาดิโอล่า กองกลางกัปตันทีมที่ซึ่งกลายมาเป็นยอดกุนซือของบาร์เซโลน่า และยอดกุนซือในยุคปัจจุบันนั่นเอง และรวมไปถึงหลุยส์ เอ็นริเก้ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็น 1 ใน 3 กองกลางของบาร์เซโลน่าในยุคนั้นด้วย

ในช่วงแรกของอาชีพค้าแข้งนั้นชาบี เอร์นานเดสยังไม่ได้เป็นนักเตะที่โด่งดัง และได้รับการยอมรับอย่างทุกวันนี้ เพราะด้วยสไตล์การเล่นของเขานั้นไม่ได้มีความหวือหวาแต่อย่างใด แต่เขาเป็นนักเตะที่เล่นง่าย จ่ายบอลแม่น ซึ่งในตอนที่เขาก้าวขึ้นมาใหม่ๆ นั้นยังไม่ค่อยมีการเผยแพร่สถิติการส่งบอลในแต่ละนัดเหมือนอย่างทุกวันนี้ ทำให้ชาบีไม่ได้เป็นนักเตะที่โดดเด่นของบาร์เซโลน่านตอนนั้น

แต่เขาเริ่มมาเป็นที่ยอมรับ และโด่งดังเป็นอย่างยิ่งในยุคที่ บาร์เซโลน่า มี เป็ป กวาดิโอล่า เข้ามาเป็นกุนซือในปี 2008 ซึ่งกุนซือรายนี้สามารถยกระดับ barcelona ห้กลายเป็นยอดทีมในตอนนั้นได้สำเร็จ ซึ่งพวกเขากวาดแชมป์ได้อย่างมากมายในตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 สมัย แชมป์ลา ลีก้าอีก 3 สมัยจาก 4 ปีที่โจเซ็ป กวาดิโอล่าคุมทีม ซึ่งตอนนั้นกองกลางของบาร์เซโลน่าถือว่าเล่นกันได้อย่างลงตัวที่สุดในปฐพี โดยมี

  • เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ เล่นเป็นตัวตัดเกม
  • ชาบี เอร์นานเดส เป็นตัวเชื่อมเกมจากหลังไปหน้า
  • อันเดรส อิเนสต้า เป็นตัวทะลุทะลวงแนวรับคู่แข่ง

ซึ่งทำให้บาร์เซโลน่าไร้เทียมทานเป็นอย่างยิ่งในตอนนั้น เพราะพวกเขาได้เปรียบกองกลางคู่แข่งทุกทีมที่ดวลกันในเวลานั้นด้วย เมื่อยามที่ทั้ง 3 คนลงสนามพร้อมกัน และพวกเขาก็มีตัวสำรองอย่างยาย่า ตูเร่ในตอนนั้นด้วย ที่เล่นทดแทนพวกเขาได้อย่างดีในทุกบทบาท 

Xavi Hernandez
Xavi Hernandez

นอกจากเขาจะพาบาร์เซโลน่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามแล้ว ชาบี เอร์นานเดส ถือว่าเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ ทีมชาติสเปน ก้าวขึ้นไปครองความยิ่งใหญ่ในระดับชาติในช่วงปี 2008-2012 อีกด้วย เพราะว่าสเปนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในตอนนั้น ด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือว่ายูโรได้ถึง 2 สมัยติดต่อกัน คือในศึกยูโร 2008 และยูโร 2012 และนอกจากนั้นสเปนยังกลายเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติได้สำเร็จอีกด้วยในปี 2010 ซึ่งเขาถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมชาติสเปนครองความยิ่งใหญ่ในตอนนั้นเลยก็ว่าได้ เพราะว่าเขาเล่นเป็นห้องเครื่องของทีมชาติสเปน เฉกเช่นเดียวกับที่เล่นให้กับบาร์เซโลน่านั่นเอง ก่อนที่เขาจะอำลาทีมชาติสเปนในปี 2014 หลังจากที่ล้มเหลวในศึกฟุตบอลโลกที่บราซิล ที่พวกเขาต้องตกรอบแรกนทัวร์นาเม้นต์นั้น

ชาบีเล่นอยู่กับบาร์เซโลน่าจนถึงปี 2015 ก็ออกมาหาเงินในตะวันออกกลาง โดยเขาย้ายมาค้าแข้งกับทีมอัล ซาดด์ ทีมในประเทศกาต้าร์ตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งเขาเล่นอยู่กับที่นี่ 4 ปีแลยทีเดียว ก่อนที่จะประกาศแขวนสตั๊ดไปเมื่อจบฤดูกาล 2019

เจ้าตัวก็เริ่มต้นอาชีพการเป็นกุนซือกับทีมนี้ทันทีในช่วงกลางปี 2019 ที่ผ่านมากับทีมที่เขาเล่นเป็นทีมสุดท้ายนั่นเอง ซึ่งชาบีได้ไปวิเคราะห์ฟุตบอลไว้ในศึกเอเชี่ยนส์ คัพ 2019 ซึ่งเขาให้ทรรศนะว่าทีมชาติกาต้าร์จะกลายเป็นแชมป์รายการนี้ก่อนเริ่มทัวร์นาเม้นต์ ซึ่งตอนแรกก็ไม่มีใครเชื่อ และคิดว่าชาบีคงจะอวยประเทศที่เขาทำงานอยู่เท่านั้น แต่สุดท้ายกาต้าร์กลับกลายเป็นแชมป์เอเชี่ยนส์ คัพจริง

ทำให้ชาบี เอร์นานเดสได้รับคำชมเป็นอย่างยิ่งกับการวิจารณ์ และวิเคราะห์ของเขา และการคุมทีมในลีกกาต้าร์ของชาบีก็ทำได้ยอดเยี่ยมด้วย ทำให้เขาถูกมองว่ามีโอกาสที่จะกลับมาคุมทีมบาร์เซโลน่าในอนาคตอันใกล้นี้ด้วยซ้ำ

Carles Puyol

Carles Puyol ประวัติยอดปราการหลัง ทีมชาติสเปน

Carles Puyol ยอดปราการหลัง ทีมชาติสเปน ของ ทีม บาร์เซโลน่า ถือว่าเป็นตำนานนักเตะคนหนึ่งของทีม “เจ้าบุญทุ่ม” และเป็นหนึ่งในนักเตะที่เล่นให้กับสโมสรเดียวตลอดอาชีพการค้าแข้งด้วย ซึ่งมีไม่มากนัก และแถมยังเป็นยอดทีมอย่าง บาร์เซโลน่า ด้วย ซึ่งแสดงว่านักเตะคนนั้นต้องเล่นอยู่ในระดับสูง และฟอร์มที่ยอดเยี่ยมตลอดการเล่นของเขาด้วย ถึงจะได้อยู่กับทีมใหญ่แบบนี้ไปจนเลิกเล่น

ซึ่งปูโยลก็ถือว่าเป็นกองหลังที่แข็งแกร่ง และยอดเยี่ยมตลอดอาชีพการเล่นของเขา ซึ่งเขาถือว่าเป็นกองหลังลำดับต้นๆ ในยุคของเขาเลยก็ว่าได้ ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะที่สารพัดประโยชน์ในแนวรับมากด้วย เพราะนอกจากเขาจะเล่นเป็นปราการหลังตัวกลางเป็นหลักแล้ว ปูโยลยังสามารถไปเล่นเป็นแบ็คขวาได้อีกด้วย และในช่วงยบั้นปลายการค้าแข้งเขาถูกโยกมาเล่นเป็นแบ็คซ้ายในบางโอกาสก็ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นแบ็คที่เติมเกมรุกได้โดดเด่นเหมือนกับแบ็คของบาร์เซโลน่าคนอื่นๆ แต่เรื่องการเล่นเกมรับ และความทุ่มเทของเขานั้นไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน

ปูโยลเป็นนักเตที่เกิดที่แคว้นกาตาลุนญ่า แคว้นใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศสเปนเมื่อวันที่ 13 เมษายน 1978 และเขาเข้ามาอยู่ในระบบเยาวชนของ บาร์เซโลน่าในตอนที่เขาอายุได้ 16 ปี โดยเขาเข้ามาอยู่ในศูนย์ฝึกฟุตบอลลา มาเซียในตอนนั้น ซึ่งเขาถูกจับไปเล่นเป็นกองกลางตัวรับด้วยในตอนแรก ก่อนที่ต่อมาเขาจะโดนโยกไปเล่นเป็นแบ็คขวาอีก

ซึ่งในช่วงเป็นดาวรุ่งนั้นเขาไม่ได้ค่อยฉายแววเท่าไหร่นัก ซึ่งเริ่มแรกเขาต้องเริ่มเล่นให้กับ บาร์เซโลน่า ในชุดซีตอนวัย 18 ปี ก่อนที่จะไต่เต้ามาเล่นในชุดเบในปีต่อมา จนในปี 1999 เขาก็ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของบาร์เซโลน่าจนได้ในวัย 21 ปี ซึ่งอันที่จริงเขาเกือบที่จะได้ย้ายไปร่วมทีมมาลาก้าแล้วด้วยในปี 1998 เพราะตอนนั้น บาร์เซโลน่า ตอบรับข้อเสนอแล้วด้วยซ้ำ

แต่ปูโยลปฏิเสธที่จะย้ายไปร่วมทีม และขอต่อสู้แย่งตำแหน่งตัวจริงในถิ่นคัมป์ นูต่อ หลังจากที่เห็นชาบี เอร์นานเดส เพื่อนซี้ของเขาได้โอกาสลงสนามเป็นตัวจริงให้กับบาร์เซโลน่าแล้วในตอนนั้น

ซึ่งทำให้ปูโยลเลือกที่จะสู้ต่อไป จนในปี 1999 เขาก็ถูกหลุยส์ ฟาน กัล ยอดกุนซือชาวดัตช์ที่คุมทีมอยู่ในตอนนั้นดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ทันที ซึ่งกุนซือรายนี้นั้นขึ้นชื่อเรื่องการดันนักเตะดาวรุ่งมาใช้งานอยู่แล้ว ตั้งแต่สมัยที่เขาคุมทีมอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมก่อนหน้านั้น และกุนซือรายนี้ก็เป็นคนจับเขามาเล่นในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางนั่นเอง

สู่การเป็นตัวหลักของยอดทีมแห่งยุค

หลังจากได้รับโอกาสในการเล่นทีมชุดใหญ่ หลังจากนั้นมา การ์เลส ปูโยลก็กลายเป็นปราการหลังตัวหลักของบาร์เซโลน่ามาโดยตลอด และก็เปลี่ยนคู่หูในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟมาตลอดหลายปี ไม่ว่าจะเป็นแฟรงค์ เดอ บัวร์ กองหลังชาวดัตช์ แพทริค แอนเดอร์สัน กองหลังทีมชาติสวีเดน และราฟาเอล มาร์เกซ ปราการหลังกัปตันทีมชาติเม็กซิโก ซึ่งไม่ว่าใครจะเข้ามาก็ไม่สามารถแย่งตำแหน่งตัวจริงไปจากปูโยลได้เลย

จนกระทั่งในปี 2008 ที่บาร์เซโลน่าไปคว้าตัวเคราร์ด ปิเก้ อดีตเด็กปั้นของสโมสรจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกลับมาร่วมทีมอีกครั้ง ซึ่งทำให้เขากลายมาเป็นคู่หูของปูโยลต่อทันที ซึ่งทั้งคู่เล่นเข้ากันได้อย่างแข็งแกร่ง จนทำให้บาร์เซโลน่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในยุคของเป็ป กวาดิโอล่า ที่สามารถคว้าแชมป์ลา ลีก้าสเปนได้ถึง 3 ปีติดต่อกัน และยังรวมไปถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 2 สมัยด้วย

Carles Puyol
Carles Puyol

ซึ่งถือว่าเป็นยุคทองของวงการฟุตบอลสเปนอย่างแท้จริง เพราะนอกจาก บาร์เซโลน่า จะประสบความสำเร็จแล้ว ทีมชาติสเปน ในตอนนั้นก็กลายเป็นยุคทองของพวกเขาด้วย  เพราะในปี 2008 ทีมชาติสเปนก็ก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์ยูโร 2008 และในอีก 2 ปีต่อมา ทีม “กระทิงดุ” ก็คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาติมาครองได้สำเร็จ ซึ่ง ปูโยล ก็เป็นกำลังสำคัญของสเปนใน 2 ทัวร์นาเม้นต์นั้นด้วย

แต่ว่าตอนที่ป้องกันแชมป์ยูโร 2012 ได้ เขาไม่ได้มีชื่อติดทีมสเปนครั้งนั้น เนื่องจากเจ้าตัวมีอาการบาดเจ็บอยู่ในตอนนั้นพอดี และหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติสเปน หลังจากที่ลงสนามให้กับทีมชาติครบ 100 นัดพอดี และประกาศเลิกเล่นในปี 2014 เนื่องจากสภาพร่างกายของเขาไม่เอื้ออำนวยแล้ว

หลังจากที่เลิกเล่นไปแล้ว เขาก็ยังมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับ บาร์เซโลน่า อยู่ และเขาก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยของ อันโดนี่ ซูบิซาร์เร็ตต้า อดีตนายประตูของทีมที่รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการกีฬาของสโมสรอยู่ในเวลานั้น แต่เขาก็ลาออกจากตำแหน่งในช่วงเดือนมกราคม 2015 หลังจากที่ซูบิซาร์เร็ตต้าโดนไล่ออกไป

ซึ่งอันที่จริงเขามีโอกาสที่จะก้าวขึ้นมาทำหน้าที่แทนด้วยซ้ำ และในเดือนกันยายน 2019 ปูโยลก็ถูกทาบทามให้เป็นผู้อำนวยการกีฬาของสโมสรบาร์เซโลน่า ซึ่งจะต้องดูแลทีมหลายชนิดกีฬาเลยทีเดียว แต่เจ้าตัวก็ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวไปอีก

David Villa

David Villa “เอล กวาเฆ่” ดาวยิงแดนกระทิงดุ

“เอล กวาเฆ่” เป็นฉายาของ David Villa เป็นดาวเตะ ทีมชาติสเปน ที่เกิดเมื่อปี 1981 ซึ่งเกิดทางตอนเหนือของประเทศสเปน ซึ่งตอนเป็นเด็กเยาวชนนั้น บีญ่ายังไม่ค่อยมีแววเท่าไหร่นัก ทำให้ไม่สามารถหาทีมเยาวชนที่ดังๆ อยู่ได้ โดยเขาต้องอยู่กับทีมเยาวชนลันเกรโอ ซึ่งก็เป็นทีมในเมืองที่เขาเกิดนั่นเอง

จนกระทั่งในวัย 18 ปี เขาได้ย้ายไปอยู่กับทีมสปอร์ติ้ง กิฆอน ซึ่งก็เป็นทีมที่อยู่ในระดับที่ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ตอนแรกเขาก็ต้องเล่นให้กับทีมเยาวชน และทีมชุดเบของสโมสรเป็นหลัก จนกระทั่งในวัย 19 ปี เขาก็ได้โอกาสก้าวขึ้นไปติดทีมชุดใหญ่ในปี 2000 หลังจากที่ทำผลงานได้อย่างยอดยี่ยมในทีมสำรอง ซึ่งตอนนั้นกิฆอนก็ยังเป็นทีมที่อยู่ในระดับเซกุนด้าเท่านั้น

แต่บีญ่าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม 2 ฤดูกาลติดต่อกัน ที่ยิงเกิน 20 ประตูทั้ง 2 ปี ทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นกองหน้าดาวรุ่งที่น่าจับตามองในตอนนั้น จนกระทั่งปี 2003 ก็มีเรอัล ซาราโกซ่า ทีมที่ตอนนั้นอยู่ในลา ลีก้าสเปนคว้าตัวไปร่วมทีมด้วยค่าตัวราว 3 ล้านยูโร

การย้ายมาเล่นในลา ลีก้าสเปนครั้งแรกของดาบิด บีญ่าในวัย 22 ปี ทำให้เขาแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวในวงการฟุตบอลสเปน เมื่อเขาทำประตูช่วยทีมได้อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นดาวซัลโวของสโมสร 2 ปีซ้อน และยังพาทีมคว้าแชมป์โกปา เดล เรย์มาครองได้สำเร็จในฤดูกาล 2003-2004 ด้วย แต่ด้วยในปี 2005 เป็นปีที่เรอัล ซาราโกซ่าประสบปัญหาทางด้านการเงิน และจำเป็นต้องขายนักเตะที่ทำเงินได้ออกจากทีมไป และสุดท้ายดาบิด บีญ่าก็เป็นตัวเลือกที่ได้เงินดีที่สุดในตอนนั้น โดยพวกเขาขายให้กับ บาเลนเซีย ทีมชั้นนำของประเทศในราคา 12 ล้านยูโร

แจ้งเกิดเต็มตัวกับ บาเลนเซีย

ซึ่งบาเลนเซียภายใต้การคุมทีมของ กิเก้ ซานเชส ฟลอเรสกำลังต้องการนักเตะเลือดใหม่เข้ามาร่วมทีมในตอนนั้นพอดี ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่บีญ่าก้าวขึ้นไปติดทีมชาติสเปนเป็นครั้งแรกพอดี หลังจากที่ฟอร์มดีอย่างต่อเนื่องมาหลายฤดูกาล และแค่เพียงฤดูกาลแรกในถิ่นเมสตาญ่า สเตเดี้ยมเท่านั้น บีญ่าก็ระเบิดฟอร์มทันที เมื่อเขาทำได้ถึง 28 ประตูในการลงสนามทุกรายการ

หลังจากนั้นเขาก็ยังเล่นได้อย่างโดดเด่นต่อเนื่อง แต่ตอนนั้นเป็นช่วงที่บาเลนเซียไม่ได้ประสบความสำเร็จแต่อย่างใด โดยเขามาได้แชมป์โกปา เดล เรย์อีกครั้งกับทีมนี้ ซึ่งก็เป็นแชมป์รายการเดียวของเขากับ บาเลนเซีย ตลอด 5 ฤดูกาล

ซึ่งเขาเป็นดาวซัลโวของทีมในทุกฤดูกาลที่เล่นให้กับบาเลนเซีย ก่อนที่ในปี 2010 จะมีบาร์เซโลน่า ยอดทีมของยุโรปในตอนนั้นทุ่มเงิน 40 ล้านยูโรคว้าตัวเขาไปร่วมทีมในยุคที่มีเป็ป กวาดิโอล่าเป็นกุนซือ

ซึ่งบิด บีญ่ามาประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับ บาร์เซโลน่า เมื่อเขาคว้าแชมป์ลา ลีก้าสเปนได้ถึง 2 สมัย และนอกจากนั้นยังช่วยทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาครองได้อีกด้วยในปี 2011 ที่เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ชีวิตที่ดีของบีญ่าเป็นอย่างยิ่งในตอนนั้น แม้ว่าผลงานส่วนตัวของเขาจะดร็อปลงจากเดิมเล็กน้อยก็ตาม แต่เขากลายเป็นทั้งแชมป์ยูโร และแชมป์โลกในช่วงนั้นกับทีมชาติสเปน

David Villa
David Villa

ซึ่งเขาเล่นให้กับทีม “เจ้าบุญทุ่ม” เพียงแค่ 3 ฤดูกาลเท่านั้น เพราะเขาเริ่มมีอาการบาดเจ็บอย่างหนักด้วยในตอนนั้น ซึ่งทำให้เขาต้องชวดช่วยทีมชาติสเปนทำศึกยูโร 2012 ด้วย ซึ่งสุดท้ายสเปนเป็นแชมป์ได้สำเร็จอีกครั้ง และเนื่องจากอายุที่มากขึ้น และไม่ได้อยู่ในช่วงที่พีคที่สุดในอาชีพการค้าแข้งแล้ว ทำให้เขาถูกขายไปให้กับ แอตเลติโก มาดริด ทีมคู่ปรับร่วมลีกด้วยค่าตัวเพียง 5.1 ล้านยูโรเท่านั้น เพราะสัญญาที่ใกล้จะหมดลง และฟอร์มของเขาในช่วงก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ดีนัก

แต่กลับกลายเป็นการย้ายทีมที่เข้าทางบีญ่าซะอย่างงั้น เมื่อเขามาเป็นแชมป์ ลาลีก้า สเปนอีก 1 สมัยในยุคที่มีดิเอโก้ ซิเมโอเน่เป็นกุนซือของทีม “ตราหมี” โดย “เอล กวาเฆ่” จับคู่กับดิเอโก้ คอสต้าในแดนหน้า และทำให้ทีมเป็นแชมป์เหนือบาร์เซโลน่าในฤดูกาลนั้น ซึ่งเขาก็เล่นกับทีม “ตราหมี” เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น และปีต่อมาเขาก็ถูกปล่อยให้กับทีมเมลเบิร์น ซิตี้ในออสเตรเลียยืมตัว และปีต่อมาก็ย้ายมาเล่นให้กับนิวยอร์ค ซิตี้ ทีมในเมเจอร์ ลีกของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขากลับมามีร่างกายที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง และกลับมายิงประตูได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะอายุเยอะแล้วก็ตาม

จนกระทั่งปี 2019 ที่เขาอยู่ในวัย 38 ปี เขาก็ไปจบอาชีพการค้าแข้งกับวิตเซิ่ล โกเบ ที่มีอันเดรส อิเนสต้าเป็นเพื่อนร่วมทีม และเขาก็ทิ้งทวนด้วยการพาทีมเป็นแชมป์เอ็มเพอร์เรอร์ คัพ บอลถ้วยของญี่ปุ่นในปีสุดท้ายที่เขาค้าแข้ง และแขวนสตั๊ดไปในที่สุด เมื่อปี 2019 และก็ก้าวไปเป็นเจ้าของทีมควีนส์โบโร่ เอฟซี ที่เป็นทีมในระดับแชมเปี้ยนชิปที่อเมริกา ซึ่งพึ่งจะก่อตั้งทีมเท่านั้น โดยจะเริ่มต้นแข่งขันในปี 2021 สำหรับทีมของเขา

andres-iniesta

Andres Iniesta มิดฟิลด์อัจฉริยะแห่งบาร์เซโลน่า

Andres Iniesta เป็นนักเตะระดับเทพของ บาร์เซโลน่า และของ ทีมชาติสเปน ในตอนที่เขาค้าแข้งอยู่ ซึ่งเขาเกิดที่เมืองอัลบาเซต้าในสเปนเมื่อปี 1984 ซึ่งเขาก็เริ่มต้นเข้าสู่วงการฟุตบอลตั้งแต่ 10 ขวบ โดยการเป็นนักเตะเยาวชนของ อัลบาเซเต้ ทีมในเมืองเกิดของเขา ซึ่งส่วนใหญ่ทีมนี้ก็มักจะอยู่ในระดับลีกรองของประเทศเป็นหลัก และนานทีปีหนกว่าที่จะได้ก้าวขึ้นสู่ลีกสูงสุด

ซึ่งอิเนสต้าฝึกอยู่กับทีมนี้แค่เพียง 2 ปีเท่านั้น เพราะด้วยแววดีตั้งแต่เด็ก ทำให้ บาร์เซโลน่า ยอดทีมของประเทศเห็นแวว และดึงตัวไปเข้าศูนย์ฝึกฟุตบอลลา มาเซีย ศูนย์ฝึกฟุตบอลชื่อดังของโลกเลยก็ว่าได้ในปี 1996 ซึ่งศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งนี้สร้างยอดดาวเตะระดับโลกมาแล้วหลายราย ซึ่งอิเนสต้าก็เหมือนกับดาวรุ่งของบาร์เซโลน่าทั่วไป ซึ่งไม่ว่าจะเทพขนาดไหนก็ต้องไต่เต้าจากการเล่นให้กับทีมชุดเบไปก่อน

ซึ่งอิเนสต้าได้เล่นในทีมชุดเบของบาร์เซโลน่าในวัย 17 ปี ซึ่งเขาทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ทำให้เริ่มได้รับโอกาสให้เล่นในทีมชุดใหญ่ในช่วงที่ บาร์เซโลน่า มีหลุยส์ ฟาน กัล ยอดกุนซือชาวดัตช์คุมทีม รวมถึงในช่วงของ ราโดเมีย อันติ ชที่เข้ามารับงานต่อด้วย

แต่อันเดรส อิเนสต้ามาแจ้งเกิด และได้โอกาสในทีมชุดใหญ่ของบาร์เซโลน่าจริงๆ คือในยุคที่ทีม “เจ้าบุญทุ่ม” มีแฟรงค์ ไรจ์การ์ด กุนซือชาวดัตช์เป็นกุนซือในปี 2003 ซึ่งตอนนั้นอิเนสต้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้น โดยในตอนแรกเขาได้โอกาสลงสนามในฐานะตัวสำรองอยู่ตลอด

ซึ่งแม้ว่าจะเป็นนักเตะร่างเล็ก แต่ด้วความคล่องแคล่วของเขา ทำให้เขาสามารถปั่นป่วนแนวรับของคู่แข่งได้ดี โดยในช่วงที่เป็นดาวรุ่งนั้นเขาสามารถเล่นได้ทั้งตำแหน่งกองกลางตัวรุก และยังรวมไปถึงกองหน้าทางฝั่งซ้ายอีกด้วย

เขาก็ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมได้อย่างรวดเร็ว โดยตอนนั้นเขาเล่นร่วมกับชาบี เอร์นานเดส กองกลางรุ่นพี่ที่โตมาในศูนย์ฝึกลา มาเซียด้วยกัน และเล่นกันได้อย่างไหลลื่นมากในแดนกลางของบาร์เซโลน่า โดยมีทิอาโก้ ม็อตต้า กองกลางชาวบราซิเลี่ยนเล่นเป็นตัวตัดเกม ซึ่งทำให้อิเนสต้าเล่นเกมรุกได้อย่างอิสระขึ้น แต่ดาวเด่นของทีมในตอนนั้นยังคงเป็น โรนัลดินโญ่ ยอดดาวเตะทีมชาติบราซิลอยู่

ซึ่งอิเนสต้าแม้ว่าจะได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดกองกลางคนหนึ่งของยุค แต่เขาไม่ได้เป็นนักเตะที่มีสถิติการทำประตู และการแอสซิสต์ที่มากมายนัก แต่เขาเป็นตัวขับเคลื่อนเกม และสร้างเกมก่อนที่จะเป็นจังหวะเข้าทำเสียมากกว่า ทำให้สถิติต่างๆ ของเขาไม่ได้สวยงามเหมือนกับนักเตะคนอื่นๆ แต่เขาถือว่าเป็นยอดกองกลางแห่งยุคคนหนึ่งเลยทีเดียว

ก้าวขึ้นเป็นตัวหลักของทีม

หลังจากที่อันเดรส อิเนสต้าก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของบาร์เซโลน่าได้แล้วนั้น เขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่สิ่งที่ทำให้เขาเป็นนักเตะระดับโลกจริงๆ คือในปี 2008 ที่เป็ป กวาดิโอล่า เข้ามาคุมทีมบาร์เซโลน่าชุดใหญ่ต่างหาก ที่ทำให้เขาก้าวขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งในปีนั้นบาร์เซโลน่ามีการเปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่ เพราะพวกเขาตัดสินใจขายโรนัลดินโญ่ออกจากทีม และกลายเป็นยุคที่มีลิโอเนล เมสซี่เป็นดาวเด่นแทน

นอกจากนั้นยังมีการเปลี่ยนแดนกลางของทีมด้วย โดยเป็ป กวาดิโอล่าดันเซร์คิโอ บุสเก็ตส์ กองกลางตัวตัดเกมดาวรุ่งก้าวขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ และกลายเป็นตัวจริงของทีมทันที ซึ่งทำให้บาร์เซโลน่าในตอนนั้นมี 3 ประสานในแดนกลางเป็น 3 นักเตะที่เติมโตมาจากศูนย์ฝึกฟุตบอลลา มาเซียทั้ง 3 คน ไม่ว่าจะเป็นบุสเก็ตส์ ชาบี เอร์นานเดส และอันเดรส อิเนสต้า ซึ่งพวกเขาเล่นกันได้อย่างกลมกลืน และไหล่ลื่นมาก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บาร์เซโลน่ากลายเป็นยอดทีมในเวลานั้นด้วย

ซึ่งทีมก็ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในช่วง 4 ปีที่เป็ป กวาดิโอล่าคุมทีม ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ลา ลีก้าสเปน 3 สมัย และยังรวมไปถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 2 สมัยด้วย โดยพวกเขาเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมแกร่งจากอังกฤษได้ถึง 2 ครั้งในรอบ 3 ปี

Andres Iniesta
Andres Iniesta

ไม่ใช่เพียงแค่ประสบความสำเร็จกับบาร์เซโลน่าเท่านั้น เพราะหลังจากปี 2008 ก็เป็นยุคทองของ ทีมชาติสเปน ที่พวกเขาก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์ระดับเมเจอร์ของวงการฟุตบอลได้ถึง 3 รายการติดต่อกัน เริ่มจากฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี 2008 และฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ ซึ่งอิเนสต้าเป็นผู้ทำประตูชัยในนัดชิงชนะเลิศที่เอาชนะทีมชาติฮอลแลนด์ได้สำเร็จด้วย และยังรวมถึงฟุตบอลยูโร 2012 ที่สเปนก็ป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ ซึ่งอิเนสต้าเป็นตัวจริงให้กับทีมชาติสเปนทุกทัวร์นาเม้นต์ในตอนนั้น

ซึ่งเขาเล่นให้กับบาร์เซโลน่ามาจนถึงปี 2018 ก็ตัดสินใจอำลาทีมไปค้าแข้งในประเทศญี่ปุ่นกับ ทีมวิสเซล โกเบ ทีมในศึก เจลีก ซึ่งแม้ว่าเขาจะอายุมากขึ้น แต่ก็ยังทำผลงานได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ และเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในลีกระดับสูงของเอเชีย ซึ่งเขายังเอาตัวรอดได้อย่างสบาย