Tag Archives: แอตเลติโก มาดริด

Raul Gonzalez

Raul Gonzalez ตำนานหมายเลข 7 ของ “ราชันย์ชุดขาว”

Raul Gonzalez เป็นนักเตะระดับตำนานของสโมสรเรอัล มาดริด ยอดทีมของวงการฟุตบอลสเปน และของยุโรป โดยเขาเกิดที่กรุงมาดริด ในเมืองหลวงของประเทศสเปนเมื่อปี 1977 ซึ่งเขาเลือกเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลมาตั้งแต่ 10 ขวบ

เมื่อเขาเริ่มเป็นเด็กเยาวชนของทีมซาน คริสโตบาล ก่อนที่ทีม แอตเลติโก มาดริด ทีมในเมืองหลวงจะเห็นแวว และดึงตัวไปอยู่ในอคาเดมี่ของสโมสรในปี 1990  ซึ่งก็อยู่ฝึกกับทีม “ตราหมี” เพียงแค่ 2 ปีเท่านั้นก็ย้ายมาอยู่กับทีมเยาวชนของ เรอัล มาดริด ในปี 1992ตอนนั้นแววของราอูล กอนซานเลซในตำแหน่งกองหน้าเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แต่เขาก็ต้องเริ่มต้นเล่นให้กับทีมเรอัล มาดริดชุดซีก่อน

แต่เล่นไปเพียงแค่ 7 นัดเท่านั้นในฤดูกาล 1994-1995 เขาก็ถูกดันขึ้นไปอยู่ชุดเบทันที เพราะ 7 นัดนั้นเขาทำไปได้ถึง 16 ประตู ทำให้ได้เลื่อนยศทันที และเขาก็เล่นให้ทีมเบ หรือทีมสำรองเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้นก็ถูกดันขึ้นชุดใหญ่ของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ทันที

ซึ่งในตอนนั้นพวกเขามีฮอร์เก้ วัลดาโน่ อดีตนักเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าและของสโมสรเป็นกุนซืออยู่นั่นเอง ซึ่งราอูลก็ได้โอกาสลงสนามในทีมชุดใหญ่ทันที ซึ่งทำให้เขาเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ได้ลงสนามให้กับเรอัล มาดริดในเวลานั้น ด้วยวัย 17 ปีกับอีก 124 วัน ซึ่งราอูลทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมได้ในทันที

หลังจากนั้นเป็นต้นมาราอูล กอนซาเลซก็กลายเป็นกองหน้าตัวหลัก และตัวสำคัญของเรอัล มาดริดมาโดยตลอด ไม่ว่าพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงกุนซือกี่คนก็ตาม แต่ราอูลก็ยังยืดตำแหน่งตัวจริงของทีมไว้ได้ตลอด ซึ่งเขาช่วยทีมทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำ จนทำให้ทีมคว้าแชมป์ลา ลีก้าสเปนมาครองได้ถึง 6 สมัย นอกจากนั้นยังคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกับทีมนี้ได้อีก 3 ครั้งอีกด้วย ซึ่งเขาถือว่าเป็นยอดกองหน้าแห่งยุคนั้นเลยก็ว่าได้

แม้ว่าจะไม่ได้เป็นนักเตะที่มีความเร็วเท่าไหร่นัก แต่เขาถูกยกย่องให้เป็นกองหน้าที่มีเซนต์ในการทำประตูที่ดีมากคนหนึ่ง และความคมในการยิงเท้าซ้ายของเขาก็ถือว่าเฉียบขาด และสามารถทำประตูได้ทุกรูปแบบ ทั้งการเข้าชาร์ตในกรอบเขตโทษ หรือว่าจะเป็นลูกกลางอากาศก็ทำได้ดีเช่นกัน และทำให้เขาคว้ารางวัลปิชิชี่ หรือว่ารางวัลดาวซัลโวของศึกลา ลีก้าสเปนมาครองได้ถึง 2 ครั้งในปี 1999 และ 2001 ซึ่งเขาถือว่าเป็นตำนานหมายเลข 7 คนหนึ่งของเรอัล มาดริดเลยทีเดียว ก่อนที่จะมาถูกคริสเตียโน่ โรนัลโด้ที่มารับหมายเลข 7 ต่อจากเขาทำลายสถิติต่างๆ ลงไปได้สำเร็จ

Raul Gonzalez
Raul Gonzalez

ตลอด 16 ฤดูกาลของราอูล กอนซาเลซในถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบวเขาถือว่าเป็นกำลังสำคัญของเรอัล มาดริดมาโดยตลอด และนักเตะระดับเขาควรจะได้แขวนสตั๊ดกับทีมนี้ด้วยซ้ำ แต่ด้วยนโยบายของสโมสรเรอัล มาดริดในยุคที่มีฟลอเรนติโน่ เปเรซเป็นประธานสโมสรนั้น คือพวกเจะไม่เก็บนักเตะไว้จนแขวนสตั๊ด ไม่ว่านักเตะคนนั้นจะทำผลงานได้ดีเพียงไหนให้กับสโมสรก็ตาม

ทำให้สุดท้ายราอูลก็ต้องย้ายออกจากทีมไปในปี 2010 ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าทีเดียว เพราะตอนนั้นเจ้าตัวก็พึ่งจะอายุ 33 ปีเท่านั้น แต่ก็ต้องกลายเป็นตัวสำรองของคาริม เบนเซม่า และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ไปแล้วในปีสุดท้ายของเขากับสโมสรแห่งนี้

ซึ่งเขาสร้างสถิติเอาไว้มากมายกับเรอัล มาดริด แต่สุดท้ายก็มาถูกคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวเตะชาวโปรตุกีสที่มาสวมหมายเลข 7 ต่อจากเขาทำลายสถิติที่เขาเคยสร้างไว้เกือบหมด ไม่ว่าจะเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสร ที่โรนัลโด้ทำลายลงอย่างราบคาบ และถล่มทลาย แต่เขายังครองสถิติเป็นนักเตะที่ลงสนามให้กับทีม “ราชันย์ชุดขาว” มากที่สุดมาจนถึงตอนนี้ ด้วยจำนวน 741 นัด

หลังจากที่หมดสัญญากับเรอัล มาดริดแล้ว ราอูลก็ย้ายไปค้าแข้งในบุนเดสลีก้ากับทีมชาลเก้ 04 ในเยอรมัน ซึ่งเขาก็ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตลอด 2 ฤดูกาลในเมืองเบียร์ และหลังจากนั้นเขาก็ย้ายไปหาเงินในตะวันออกกลางกับทีมอัล ซาดด์ในประเทศกาต้าร์เป็นเวลา 2 ปี ก่อนที่เขาจะไปจบอาชีพการค้าแข้งกับทีมนิวยอร์ค คอสมอส ทีมในเมเจอร์ ลีกของประเทศสหรัฐอเมริกานั่นเอง

ซึ่งหลังจากที่เขาเลิกเล่นแล้ว ก็เริ่มหันมาเรียนการเป็นโค๊ชในที่สุด โดยเขาได้เริ่มงานโค๊ชกับการคุมีมเรอัล มาดริดในชุดยู 15 เมื่อเดือนสิงหาคม 2018 ก่อนที่เขาจะได้เลื่อนขึ้นมาคุมทีมเรอัล มาดริด กาสติญ่า หรือว่าทีมสำรองของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ในช่วงเดือนมิถุนายน 2019 นั่นเอง ซึ่งหลังจากนี้เขาจะได้ก้าวขึ้นไปคุมทีมอาชีพแบบเต็มตัวอย่างแน่นอน

แต่ในสมัยเป็นนักเตะของทีมชาติสเปนนั้น เขาถือว่าเป็นนักเตะที่อาภัพ และน่าเสียดายมากทีเดียว เพราะเขาหลุดจากโผทีมชาติสเปนไปตอนปี 2006 และหลังจากนั้นก็ไม่ถูกเรียกกลับมาติดทีมชาติอีกเลย ซึ่งเป็นช่วงที่ทีมชาติสเปนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่พอดี

Fernando Torres

Fernando Torres ประวัติดาวยิง “เอลนีโญ”

Fernando José Torres Sanz หรือ Fernando Torres เป็นดาวเตะชาวสเปนที่เกิดที่เมืองฟูเอ็นลาบราด้าในกรุงมาดริดของประเทศสเปน ซึ่งเขาเกิดเมื่อปี 1984 ซึ่งเขาเลือกเส้นทางการค้าแข้งอย่างชัดเจนด้วยการเข้าเป็นเด็กเยาวชนของ สโมสรแอตเลติโก มาดริด ทีมรักของเขาในสมัยเป็นวัยเด็ก ซึ่งเริ่มแรกนั้นเขาเล่นเป็นตำแหน่งผู้รักษาประตูเสียด้วยซ้ำ แต่เริ่มเปลี่ยนมาเล่นเป็นกองหน้าหลังจากที่ติดใจตอนได้เล่นในตำแหน่งกองหน้าในเกมฟุตบอลในร่ม

ซึ่งในตอนที่เขา 10 ขวบนั้นเขายังเป็นเด็กเยาวชนของทีมราโย่ แต่หลังจากที่เขาทำได้ถึง 55 ประตู ก็ทำให้เขาเป็น 1 ใน 3 นักเตะของเยาวชนชุดนั้นที่ได้เข้าทดสอบฝีเท้ากับแอตเลติโก มาดริด และสุดท้ายก็ไปถูกใจแมวมองของทีม “ตราหมี” รู้สึกว่านักเตะตัว ทีเด็ด คนนี้ปล่อยไว้ไม่ได้แล้วจนทำให้เจ้าตัวได้เข้าที่แอตเลติโก มาดริดในปี 1995 ซึ่งเขาก็เข้าสู่ระบบเยาวชนของทีมตั้งแต่นั้นมา และพัฒนาฝีเท้ามาเรื่อยๆ

จนในปี 2001 เขาก็ได้โอกาสก้าวขึ้นสู่ทีมชุใหญ่ของ แอตเลติโก มาดริดในวัย 17 ปี ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่แอตเลติโก มาดริดกำลังตักต่ำเลยทีเดียว เพราะพวกเขายังอยู่ในเซกุนด้าของประเทศสเปน แต่หลังจากที่ตอร์เรสก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักให้กับทีมในตอนนั้น เขาก็ช่วยให้แอตเลติโก มาดริดคว้าแชมป์เซกุนด้าในฤดูกาล 2001-2002 และก้าวขึ้นสู่ลา ลีก้าสเปนได้สำเร็จ

เฟร์นานโด ตอร์เรส ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของแอตเลติโก มาดริดอย่างรวดเร็ว ซึ่งเขาเป็นดาวซัลโวประจำฤดูกาลของทีมตั้งแต่อยู่ในวัย 18 ปีเท่านั้น และเป็นที่รักของแฟนบอลแอตเลติโก มาดริดเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาเป็นแฟนบอลของทีมมาตั้งแต่ยังเด็กด้วย ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีมของแอตเลติโก มาดริดอย่างรวดเร็วด้วยวัยเพียง 19 ปีเท่านั้น ซึ่งเขาเป็นกองหน้าคนสำคัญของทีมในช่วงที่ทีมยังไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรในตอนนั้น โดยยังเป็นเพียงกลางตารางเท่านั้นในช่วงที่ตอร์เรสค้าแข้งอยู่กับทีมในยุคแรก

ในปี 2007 เขาก็ตัดสินใจย้ายออกไปหาความท้าทายในต่างแดน ซึ่งตอนนั้นตอร์เรสตกเป็นข่าวกับหลายทีม ซึ่งรวมถึงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักษืใหญ่ของพรีเมียร์ลีกด้วย แต่สุดท้ายเขาได้ย้ายไปเล่นให้กับลิเวอร์พูล ทีมดังอีกทีมในอังกฤษด้วยค่าตัว 20 ล้านปอนด์ และพวกเขาก็ได้ตัว หลุยส์ การเซีย ตัวรุกชาวสเปนกลับมาเป็นการแลกเปลี่ยนด้วย ซึ่งตอร์เรสแทบไม่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวเลยในศึกพรีเมียร์ลีก

เพราะเพียงปีแรกเท่านั้นก็ทำได้ถึง 24 ประตูในลีก และยังเป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2007-2008 ของลิเวอร์พูล และของพรีเมียร์ลีกอีกด้วย ซึ่งเขาเป็นนักเตะดาวเด่นของลิเวอร์พูลตั้งแต่นั้นมา

Fernando Torres
Fernando Torres

ซึ่งในปี 2008 ตอร์เรสถือว่าทำผลงานได้อย่างสุดยอดมาก จนทำให้เขาก้าวขึ้นไปเป็นอันดับ 3 ของการคว้ารางวัลบัลลง ดอร์ในปีนั้นด้วย เพราะนอกจากจะทำผลงานได้ดีกับลิเวอร์พูลแล้ว เขายังช่วยให้ทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ยูโร 2008 มาครองได้อีกด้วย

แต่แล้วเฟร์นานโด ตอร์เรส กับลิเวอร์พูลก็ต้องจบลงในช่วงเดือนมกราคม 2011 เมื่อทีม “หงส์แดง” ตัดสินใจขายเขาไปให้กับ เชลซี ทีมคู่ปรับร่วมลีกด้วยค่าตัวถึง 50 ล้านปอนด์ ซึ่งทำให้ลิเวอร์พูลไม่ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว แต่การย้ายไปอยู่ในถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์นั้นเหมือนกับเป็นการย้ายที่ผิดพลาดของเขาเลยทีเดียว เพราหลังจากที่มาอยู่กับทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” ตอร์เรสฟอร์มการเล่นตกลงอย่างรวดเร็ว ซึ่ง 14 นัดในครึ่งฤดูกาลแรกของเขากับเชลซีในพรีเมียร์ลีก ตอร์เรสทำไปได้เพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้น

ซึ่งตอนที่เขาสวมเสื้อเชลซีจะเห็นได้ว่าความมั่นใจของเขานั้นหายไปอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ลูกหลุดเดี่ยวก็ยังไม่สามารถทำประตูได้ ซึ่งตลอดเวลาที่เขาเล่นให้กับเชลซีนั้นผลงานของตอร์เรสย่ำแย่เป็นอย่างมาก จนทำให้เขาต้องถูกปล่อยให้กับ เอซี มิลาน และ แอตเลติโก มาดริด ยืมตัวไปใช้งาน จนสุดท้ายเขาได้ย้ายกลับมาเล่นให้กับทีม “ตราหมี” แบบถาวรในปี 2016 ซึ่งเป็นยุคที่ทีมมี ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ เป็นกุนซือ และแอตเลติโก มาดริดถือว่าเป็นทีมชั้นนำของลา ลีก้าสเปนแล้วในตอนนั้น

ซึ่งในตอนที่เปิดตัวเฟร์นานโด ตอร์เรสกลับมาค้าแข้งกับทีมอีกครั้ง มีแฟนบอลเข้าไปเฉลิมฉลองในสนามบิเซ็นเต้ กัลป์เดร่อนกันเต็มความจุ 45,000 คนเลยทีเดียว ซึ่งการกลับมาครั้งนี้ แม้ว่าตอร์เรสจะต้องรับบทบาทเป็นตัวสำรองเสียส่วนใหญ่ แต่เขาก็มาประสบความสำเร็จในการเป็นแชมป์ยูโรป้า ลีกกับทีมรักทีมนี้

ก่อนที่เขาจะย้ายมาค้าแข้งในเจ ลีกของประเทศญี่ปุ่นกับทีมซากัน โทสุ ซึ่งถือว่าเป็นทีมเล็กในเจ ลีก และผลงานของตอร์เรสก็ไม่ได้ดีนัก และสุดท้ายเขาก็ประกาศแขวนสตั๊ดไปในปี 2019 ที่ผ่านมา ซึ่งเขาเป็นนักเตะ 1 ในไม่กี่คนของทีมชาติสเปนที่ประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ทั้ง 3 รายการใหญ่ ทั้งยูโร 2008 และ 2012 และรวมไปถึงแชมป์ฟุตบอลโลก 2010 อีกด้วย

David Villa

David Villa “เอล กวาเฆ่” ดาวยิงแดนกระทิงดุ

“เอล กวาเฆ่” เป็นฉายาของ David Villa เป็นดาวเตะ ทีมชาติสเปน ที่เกิดเมื่อปี 1981 ซึ่งเกิดทางตอนเหนือของประเทศสเปน ซึ่งตอนเป็นเด็กเยาวชนนั้น บีญ่ายังไม่ค่อยมีแววเท่าไหร่นัก ทำให้ไม่สามารถหาทีมเยาวชนที่ดังๆ อยู่ได้ โดยเขาต้องอยู่กับทีมเยาวชนลันเกรโอ ซึ่งก็เป็นทีมในเมืองที่เขาเกิดนั่นเอง

จนกระทั่งในวัย 18 ปี เขาได้ย้ายไปอยู่กับทีมสปอร์ติ้ง กิฆอน ซึ่งก็เป็นทีมที่อยู่ในระดับที่ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ตอนแรกเขาก็ต้องเล่นให้กับทีมเยาวชน และทีมชุดเบของสโมสรเป็นหลัก จนกระทั่งในวัย 19 ปี เขาก็ได้โอกาสก้าวขึ้นไปติดทีมชุดใหญ่ในปี 2000 หลังจากที่ทำผลงานได้อย่างยอดยี่ยมในทีมสำรอง ซึ่งตอนนั้นกิฆอนก็ยังเป็นทีมที่อยู่ในระดับเซกุนด้าเท่านั้น

แต่บีญ่าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม 2 ฤดูกาลติดต่อกัน ที่ยิงเกิน 20 ประตูทั้ง 2 ปี ทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นกองหน้าดาวรุ่งที่น่าจับตามองในตอนนั้น จนกระทั่งปี 2003 ก็มีเรอัล ซาราโกซ่า ทีมที่ตอนนั้นอยู่ในลา ลีก้าสเปนคว้าตัวไปร่วมทีมด้วยค่าตัวราว 3 ล้านยูโร

การย้ายมาเล่นในลา ลีก้าสเปนครั้งแรกของดาบิด บีญ่าในวัย 22 ปี ทำให้เขาแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวในวงการฟุตบอลสเปน เมื่อเขาทำประตูช่วยทีมได้อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นดาวซัลโวของสโมสร 2 ปีซ้อน และยังพาทีมคว้าแชมป์โกปา เดล เรย์มาครองได้สำเร็จในฤดูกาล 2003-2004 ด้วย แต่ด้วยในปี 2005 เป็นปีที่เรอัล ซาราโกซ่าประสบปัญหาทางด้านการเงิน และจำเป็นต้องขายนักเตะที่ทำเงินได้ออกจากทีมไป และสุดท้ายดาบิด บีญ่าก็เป็นตัวเลือกที่ได้เงินดีที่สุดในตอนนั้น โดยพวกเขาขายให้กับ บาเลนเซีย ทีมชั้นนำของประเทศในราคา 12 ล้านยูโร

แจ้งเกิดเต็มตัวกับ บาเลนเซีย

ซึ่งบาเลนเซียภายใต้การคุมทีมของ กิเก้ ซานเชส ฟลอเรสกำลังต้องการนักเตะเลือดใหม่เข้ามาร่วมทีมในตอนนั้นพอดี ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่บีญ่าก้าวขึ้นไปติดทีมชาติสเปนเป็นครั้งแรกพอดี หลังจากที่ฟอร์มดีอย่างต่อเนื่องมาหลายฤดูกาล และแค่เพียงฤดูกาลแรกในถิ่นเมสตาญ่า สเตเดี้ยมเท่านั้น บีญ่าก็ระเบิดฟอร์มทันที เมื่อเขาทำได้ถึง 28 ประตูในการลงสนามทุกรายการ

หลังจากนั้นเขาก็ยังเล่นได้อย่างโดดเด่นต่อเนื่อง แต่ตอนนั้นเป็นช่วงที่บาเลนเซียไม่ได้ประสบความสำเร็จแต่อย่างใด โดยเขามาได้แชมป์โกปา เดล เรย์อีกครั้งกับทีมนี้ ซึ่งก็เป็นแชมป์รายการเดียวของเขากับ บาเลนเซีย ตลอด 5 ฤดูกาล

ซึ่งเขาเป็นดาวซัลโวของทีมในทุกฤดูกาลที่เล่นให้กับบาเลนเซีย ก่อนที่ในปี 2010 จะมีบาร์เซโลน่า ยอดทีมของยุโรปในตอนนั้นทุ่มเงิน 40 ล้านยูโรคว้าตัวเขาไปร่วมทีมในยุคที่มีเป็ป กวาดิโอล่าเป็นกุนซือ

ซึ่งบิด บีญ่ามาประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับ บาร์เซโลน่า เมื่อเขาคว้าแชมป์ลา ลีก้าสเปนได้ถึง 2 สมัย และนอกจากนั้นยังช่วยทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาครองได้อีกด้วยในปี 2011 ที่เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ชีวิตที่ดีของบีญ่าเป็นอย่างยิ่งในตอนนั้น แม้ว่าผลงานส่วนตัวของเขาจะดร็อปลงจากเดิมเล็กน้อยก็ตาม แต่เขากลายเป็นทั้งแชมป์ยูโร และแชมป์โลกในช่วงนั้นกับทีมชาติสเปน

David Villa
David Villa

ซึ่งเขาเล่นให้กับทีม “เจ้าบุญทุ่ม” เพียงแค่ 3 ฤดูกาลเท่านั้น เพราะเขาเริ่มมีอาการบาดเจ็บอย่างหนักด้วยในตอนนั้น ซึ่งทำให้เขาต้องชวดช่วยทีมชาติสเปนทำศึกยูโร 2012 ด้วย ซึ่งสุดท้ายสเปนเป็นแชมป์ได้สำเร็จอีกครั้ง และเนื่องจากอายุที่มากขึ้น และไม่ได้อยู่ในช่วงที่พีคที่สุดในอาชีพการค้าแข้งแล้ว ทำให้เขาถูกขายไปให้กับ แอตเลติโก มาดริด ทีมคู่ปรับร่วมลีกด้วยค่าตัวเพียง 5.1 ล้านยูโรเท่านั้น เพราะสัญญาที่ใกล้จะหมดลง และฟอร์มของเขาในช่วงก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ดีนัก

แต่กลับกลายเป็นการย้ายทีมที่เข้าทางบีญ่าซะอย่างงั้น เมื่อเขามาเป็นแชมป์ ลาลีก้า สเปนอีก 1 สมัยในยุคที่มีดิเอโก้ ซิเมโอเน่เป็นกุนซือของทีม “ตราหมี” โดย “เอล กวาเฆ่” จับคู่กับดิเอโก้ คอสต้าในแดนหน้า และทำให้ทีมเป็นแชมป์เหนือบาร์เซโลน่าในฤดูกาลนั้น ซึ่งเขาก็เล่นกับทีม “ตราหมี” เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น และปีต่อมาเขาก็ถูกปล่อยให้กับทีมเมลเบิร์น ซิตี้ในออสเตรเลียยืมตัว และปีต่อมาก็ย้ายมาเล่นให้กับนิวยอร์ค ซิตี้ ทีมในเมเจอร์ ลีกของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขากลับมามีร่างกายที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง และกลับมายิงประตูได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะอายุเยอะแล้วก็ตาม

จนกระทั่งปี 2019 ที่เขาอยู่ในวัย 38 ปี เขาก็ไปจบอาชีพการค้าแข้งกับวิตเซิ่ล โกเบ ที่มีอันเดรส อิเนสต้าเป็นเพื่อนร่วมทีม และเขาก็ทิ้งทวนด้วยการพาทีมเป็นแชมป์เอ็มเพอร์เรอร์ คัพ บอลถ้วยของญี่ปุ่นในปีสุดท้ายที่เขาค้าแข้ง และแขวนสตั๊ดไปในที่สุด เมื่อปี 2019 และก็ก้าวไปเป็นเจ้าของทีมควีนส์โบโร่ เอฟซี ที่เป็นทีมในระดับแชมเปี้ยนชิปที่อเมริกา ซึ่งพึ่งจะก่อตั้งทีมเท่านั้น โดยจะเริ่มต้นแข่งขันในปี 2021 สำหรับทีมของเขา